ผมลุกมานั่งเขียนบลอก ตอนตีสามสิบห้า ทั้งๆที่ผมเพิ่งเข้านอนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คงเป็นเพราะผมนอนคิดถึงยาย คิดวนไปวนมา ความคิดถึงยายไม่เคยจางไปจากหัวใจผมเลยแม้แต่นิด
ผมอาศัยอยู่กับยายมาตั้งแต่ผมจำความได้บ้านของยายตั้งอยู่ใจกลางของหมู่บ้านชนบทเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ครับอาชีพของยายที่สืบทอดกันมาก็คือ การทำนา ซึ่งผมไม่อายหรอกครับว่าผมเป็นลูกหลานชาวนาคนหนึ่ง แต่ผมกลับภาคภูมิใจด้วยซ้ำไปว่า ครั้งหนึ่งเมื่อตอนผมเป็นเด็กผมได้ใช้ชีวิตในชนบทได้อย่างมีความสุข สนุกกว่าวันนี้ที่ผมได้อยู่ในสังคมเมือง ที่ความเจริญต่างๆประดังเข้ามากลืน ชนบท ของผมหายไปเกือบหมดสิ้น
ยายผมมีที่นาเยอะ ครั้นจะทำเอง ปลูกเองทั้งหมดมันก็ไม่ไหว เลยแบ่งๆให้คนอื่นเขามาทำนาบนที่ดินของยายบ้าง พอเก็บเกี่ยวได้ข้าวมาก็ค่อยแบ่งกันตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ผมจะสนุกมากกับกิจกรรมต่างๆของอาชีพทำนา เริ่มตั้งแต่การไถนา เพื่อเตรียมแปลงหว่านเมล็ดข้าว หรือไถนาเพื่อเตรียมปักดำต้นข้าว กิจกรรมเด่นของช่วงไถนาก็คือ การหาปลา เด็กๆจะเดินตามหลังรถไถ มือข้างหนึ่งถือซุ่มจับปลา ที่เอวคาดเอาไว้ด้วยข้องเตรียมไว้สำหรับใส่ปลา มันเป็นช่วงเวลาที่สนุก และตื่นเต้นมากเมื่อเห็นปลาออกมาจากโคลนเหลวๆ เด็กๆแย่งกันจับปลาบ้างก็หกคะมำบ้างลงไปนอนเกลือกโคลนก็มี ผมไม่ค่อยจะถนัดจับปลาด้วยซุ่มหรอกครับ เลยไม่ค่อยจะได้กับเขาเท่าไหร่ แต่เพราะมันสนุก ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าอดตายที่ไหน อาหารที่เกาะรั้วหลังบ้านก็ขึ้นกันมาเยอะแยะแล้วแต่เราจะเลือกว่าอยากกินอะไร ชีวิตชนบทน่ะ ไม่อดตายหรอกครับ
ช่วงที่สนุกอีกช่วงก็คงจะเป็นช่วงที่กล้าข้าวโตพอถอนไปปักดำแล้ว ชาวบ้านพากันมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นตัวเงิน แต่จะมาขอแรงบ้างตอนที่เขาจะทำต้องปักดำในนาของเขา ภาษาบ้านผมเขาจะเรียกว่า "เอามื้อ" ที่ผมบอกว่ามันสนุกก็เพราะว่าผมได้ลงไปช่วยเขาปักดำข้าวด้วยน่ะซิ ผมชอบบรรยากาศที่ต่างคนต่างช่วยกันทำให้มันเสร็จ ไม่มีใครอู้ ไม่มีใครหลบ ทุกคนพร้องใจที่จะทำงานแลกแรง กันทั้งนั้น หนุ่มสาวที่แอบชอบพอกัน จะปักดำข้างๆกัน คุยกันไปหยอดกันไป นี่แหละชีวิตหนุ่มสาวบ้านนา
ช่วงปิดเทอม ผมจะชอบมาก เพราะได้ตามยายไปเลี้ยงควาย ยายมีควายอยู่ประมาณเกือบๆร้อยตัว แต่ละตัวมีชื่อหมด ผมจำชื่อควายได้ทุกตัว แต่ไม่เคยขี่มันเลยซักตัว แค่เอามือโอบคอมันเล่นแล้วซบ เอาหัวแนบตรงลำคอมันตัวมันจะอุ่นๆ มีกลิ่นโคลน กลิ่นสาบควายอ่อนๆ สงสัยผมจะโรคจิต เพราะชอบกลิ่นแบบนี้มาก มันเป็นกลิ่นบ้านนอกโดยแท้จริง ทุกเช้ายายจะปล่อยควายออกไปหากินตามป่าละเมาะบ้าง ตามทุ่งนาร้างๆบ้าง เข้าป่าบ้าง กลุ่มที่เลี้ยงควายในหมู่บ้านก็มีอยู่เยอะพอสมควร บ้างก็เลี้ยงควาย บ้างก็เลี้ยงวัว ยายจะมีควายเยอะกว่าเพื่อน ส่วนใหญ่เขาจะมีกันแค่ประมาณ 20 กว่าตัวเท่านั้น การได้ไปเลี้ยงควายกับยาย มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด มีกลุ่มเพื่อนๆที่เป็นเด็กเลี้ยงควายเหมือนกับผม ได้เล่นได้กินข้าวได้อยู่ด้วยกันทั้งวัน บางวันก็เข้าไปเดินเที่ยวในป่าบ้าง บางวันปีนต้นมะม่วงป่ากินกันเล่นบ้าง หาเห็ด หาหน่อ ในป่าไปตามเรื่อง ผมว่ามันเป็นชีวิตช่วงหนึ่งที่ผมมีความสุขมาก ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีนั่นมีนี่ แค่อยู่แบบนั้นผมก็สุขลนเหลือแล้ว
แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อวันเวลาเดินไปเรื่อยๆของมัน ผมเริ่มโตเป็นหนุ่ม ยายก็ชราลงไปทุกที ผมต้องเข้ามาเรียนในเมือง ยายไม่สามารถเลี้ยงควายจำนวนมากเหล่านั้นต่อไปได้อีก จีงจำใจต้องขายไปให้หมด ผมจำได้ว่าวันที่เขาต้อนควายขึ้นรถสิบล้อทีละตัวๆ ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความอาลัยอย่างมาก ในขณะที่ผมพิมพ์อยู่นี้ น้ำตาผมมันก็ไหลลงมาอย่างอัตโนมัติ ผมหลับตาลง ภาพควายเพื่อนของผมมันยังติดแน่นฝังอยู่ในสมองผมมาจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งครับที่ผม พยายามไม่ทานเนื้อควาย
ชีวิตในวัยเด็กของผมอยู่แต่ท้องทุ่งนา ป่า ลำห้วย และภูเขา ชีวิตไม่มีอะไรที่เลิศหรู แต่ผมก็ไม่เคยคิดอยากได้อะไรมากไปกว่าการได้เล่น การได้อยู่กับยาย การได้อาศัยอยู่ในถิ่นที่อยู่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ ปู ปลา นานาชนิด ถึงจะไม่มีอย่างที่คนเมืองเขามีกัน แต่บ้านผมก็ไม่เคย อดมื้อกินมื้อเลยครับ
แล้วเอาไว้วันหน้าผมจะมาเล่าชีวิตบ้านนอกให้ฟังอีกนะครับ

edit @ 2005/06/01 04:17:15


